หน่วยงานป้องกันปราบปรามการโจรกรรมทรัพย์สิน
VDO แนะนำการดำเนินการ
   
 
 
   
ผลดำเนินการ

 
ตรวจยึดพระพุทธรูป อายุกว่า 200 ปี ที่ถูกโจรกรรมจากวัดปทุมวัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำคืนวัด

 
 



 

   
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 เวลา 14.00 น. มีคนร้าย 1 คน เป็นหญิงอ้างตัวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย
มาขอสัมภาษณ์ นายพงษ์เทพ พันธุ์สถิตร์ (ผู้เสียหาย) ซึ่งเป็นคนพิการทางสายตา
    >>อ่านต่อ
 

Download เอกสาร
- กฎหมายคอมพิวเตอร์ควรรู้ไว้
- พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
- แบบฟอร์มข้อมูลทรัพย์สิน

เรื่อง น่ารู้
 
ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมแบบเชิงรุก
+ การป้องกันการลักทรัพย์ในที่พักอาศัย
ตัวบ้าน บริเวณบ้าน
แสงสว่าง สี
สมาชิกของบ้าน รูปแบบการรักษาความปลอดภัย
อื่นๆ    
+ การป้องกันการลักทรัพย์ในที่สาธารณะ (นอกบ้าน)
เก็บเงินอย่างไรให้ปลอดภัย, หน้าตาใส ๆ แต่ใจเป็นโจร, ระวัง !! ที่คนพลุกพล่าน

จำนวน ผู้เข้าชมเว็บ

OIL WEATHER
GOLD CURRENCY EXCHANGE
 
สี ( Colors)
       หน่วยป้องกับปราบปรามการโจรกรรมทรัพย์สิน( โรบินฮูด)ของอ้างอิงผลงานวิจัย ว่าการมองเห็นสีจะต้องประกอบด้วย 3 อย่าง ได้แก่
1. แสง
2. วัตถุมีสี
3. ระบบการมองเห็น ซึ่งระบบการมองเห็นและสมองของมนุษย์มีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก  สีมีลักษณะดังนี้
สีเหลือง เป็นสีที่ระบบการมองเห็นได้ดีที่สุด
สีเขียว เป็นสีที่สบายตาที่สุด
*เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หน่วยงานป้องกันปราบปรามการโจรกรรมทรัพย์สิน (theft prevention and suppression unit :TPS)     ได้รับการอนุเคราะห์จาก ของ ดร.อุรวิศ  ตั้งกิจวิวัฒน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ศึกษาค้นคว้าทำวิจัยเรื่องสีและแสงในการป้องกันอาชญากรรม
การทาสีบ้านในจุดที่อับต้องการให้มองเห็นได้ง่าย ควรเลือก สีเหลือง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการมองเห็นได้ดีที่สุด
ผลงานการวิจัยของ ดร.อุรวิศ ตั้งกิจวิวัฒน์ คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สรุปดังนี้คือ

สีสันและการมองเห็นกับเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน

ดร.อุรวิศ ตั้งกิจวิวัฒน์
คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน

“By the mixture of water, earth, air and sun
there come into being the shapes and colors of all mortal things, put together by Aphrodite”

Empedokles (492-432 BC.)
Ancient Greek Philosopher

หากคุณลองหลับตาลงแล้วจิตนาการดูว่า ถ้าโลกของเราใบนี้ปราศจากสีสันแล้ว การรับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราจะเป็นเช่นไร เราจะบอกได้หรือไม่ว่ากล้วยผลใดสุกพร้อมรับประทาน เราจะใช้รถใช้ถนนโดยดูสัญญาณไฟจราจรอย่างไร หรือเราจะสามารถแยกแยะระหว่างธงชาติของประเทศต่างๆ ที่มีสีคล้ายคลึงกันได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคที่เกิดขึ้นหากสีสันหายไปจากโลกนี้ เราจึงไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่าสีเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก ในทุกวันนี้สิ่งต่างๆ รอบตัวเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภคหรือบริโภคล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยสีสันทั้งสิ้น หากปราศจากเสียซึ่งสีแล้ว ก็อาจคาดเดาได้ลำบากว่าโลกเราจะมีสภาพเป็นเช่นใด

ภาพที่ 1 เมื่อสีสันของธงชาติหายไป

การที่เราจะมองเห็นสีได้ จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 อย่าง ได้แก่ แสง วัตถุมีสี และระบบการมองเห็น เมื่อแสงส่องกระทบวัตถุ (กรณีวัตถุสะท้อนแสง) หรือ ส่องผ่านวัตถุ (กรณีวัตถุโปร่งแสงหรือเป็นแสงจากหลอดไฟ) แสงจากวัตถุมานั้นจะถูกส่งเข้าตาในลักษณะเป็นคลื่นแสง ซึ่งคลื่นแสงนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์รับแสง จากนั้นคลื่นแสงนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังสมองเพื่อการตีความ ซึ่งระบบการมองเห็นและสมองของมนุษย์มีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเรียนรู้และศึกษาระบบการมองเห็นสีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
สีกับงานด้านสื่อสารมวลชน

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สีมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันนี้เรานำความรู้ที่ได้จากการศึกษาสีมาประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ มากมาย อาทิ งานออกแบบ งานโฆษณาและประชาสัมพันธ์ งานด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมการขาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานสถาปัตยกรรม งานด้านธุรกิจสิ่งพิมพ์ งานด้านโทรทัศน์และภาพยนตร์ เป็นต้น
โจเซฟ แอนดิสัน (1672-1719) นักประพันธ์ชาวอังกฤษ กล่าวไว้ว่า “สีสื่อทุกภาษา” นั้นแสดงให้เห็นว่า สีเป็นภาษาสากลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ ดังนั้นนักสื่อสารมวลชนจะต้องมีความรู้และความเข้าใจเรื่องสีเป็นอย่างดีเพื่อที่จะได้นำประโยชน์ในข้อนี้มาประยุกต์ใช้ในงานด้านสื่อสารมวลชน

     รายงานจากสถาบันวิจัยสี พบว่าคนส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 90 วินาทีในการดูสินค้าแต่ละชิ้น โดยที่ร้อยล่ะ 62 – 90 ของกลุ่มทดลองตัดสินใจซื้อสินค้าโดยดูจากสีเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นแล้วงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Loyola สหรัฐอเมริกา ยังพบว่าสีสามารถช่วยให้ผู้คนจดจำตราสัญลักษณ์ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และยังมีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่าโฆษณาสีในหน้าหนังสือพิมพ์ดึงดูดคนให้อ่านเพิ่มขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับโฆษณาขาวดำ
อุรวิศ และคณะ (ค.ศ. 2010) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความชอบสี ผลการทดลองพบว่า ความชอบสีของคนเรานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมบัติทางฟิสิกส์ของสีนั้นๆ แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะการปรากฏของสี (Color appearance) การถอดรหัสและตีความสีในระบบการมองเห็นของเรา ในอดีตหากเราต้องการทราบว่าคนส่วนใหญ่ชอบสีใดหรือไม่ชอบสีใด เราจะทำการสำรวจโดยอาศัยแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูล แต่วิธีนี้มีช่องโหว่อยู่ตรงที่ สิ้นเปลื้องทรัพยกรต่างๆ ทั้งเวลา และเงิน อีกทั้งการนำสีไปให้กลุ่มตัวอย่างดูนั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่ากลุ่มตัวอย่างทุกคนเข้าใจหรือนึกถึงสีสีเดียวกันหรือไม่ เช่น สีฟ้าของนาย ก อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนสีฟ้าของนาย ข เป็นต้น ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงได้พยายามอธิบายความชอบสีในเชิงปริมาณด้วยตัวเลขที่เข้าใจได้ง่าย ในปี ค.ศ. 1934 และ 1940 กัลฟอร์ด (Guilford) ได้พบว่าองค์ประกอบของสี (สีสัน ความสว่าง และความอิ่มตัว) สามารถอธิบายได้ด้วยฟังก์ชั่นคณิตศาสตร์ หลังจากนั้น อู และคณะ (Ou et. al., 2004) จากมหาวิทยาลัยลีด ประเทศอังกฤษ ได้นำเอาค่าสี CIEL*a*b* มาใช้ในการคำนวณความชอบสี แต่วิธีนี้มีจุดบกพร่องตรงที่ไม่สามารถคำนวณความชอบสีในกรณีที่ค่าทางฟิสิกส์ (CIEL*a*b*) คงที่ แต่ลักษณะการปรากฏของสี (Color appearance) เปลี่ยนแปลงไป และนอกจากนั้นจะต้องอาศัยเครื่องมือวัดค่าสีเพื่อใช้คำนวณ

    ลองสังเกตการดูโทรทัศน์ขณะเปิดและปิดไฟ เราจะพบว่าในขณะที่เราดูโทรทัศน์ในที่สว่างเราจะพบว่าสีที่เปล่งออกจากโทรทัศน์นั้นซีดจางกว่าเมื่อเราดูโทรทัศน์ในห้องมึด ทั้งๆ ที่ สีที่เปล่งออกมาเป็นสีเดียวกัน (คุณสมบัติทางฟิสิกส์เหมือนเดิม) แต่ถ้าสภาพแวดล้อมขณะดูโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงไป การรับรู้สีของเราจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ในปี ค.ศ. 2010 อุรวิศ และคณะ จึงได้พัฒนาแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่สามารถนำมาใช้คำนวณความชอบสีได้ โดยอาศัยองค์ประกอบสีทางการรับรู้ (Perceived color attributes) ซึ่งแบบจำลองนี้ถูกสร้างขึ้นสำหรับสี 3 กลุ่ม ดังนี้

  1. สีในกลุ่มของสภาวะสีวัตถุ (Object color mode) ลักษณะของสีในกลุ่มนี้เรามักจะพบเห็นได้ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน สีในกลุ่มนี้จะมีลักษณะทึบแสงเหมือนกับสีของวัตถุที่มีการสะท้อนแสงน้อยกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสีของวัตถุนั้นมีความส่องสว่าง (Luminance) อยู่ในระดับต่ำ
  2. กลุ่มของสภาวะสีแหล่งกำเนิดแสง (Light source color mode) หากสีของวัตถุนั้นมีการสะท้อนแสงมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ หรือสีของวัตถุนั้นสว่างกว่าแสงรอบๆ วัตถุนั้น เราจะรู้สึกว่าวัตถุนั้นเปล่งสีออกมาคล้ายกับแสงของหลอดไฟ
กลุ่มของสภาวะสีไม่เป็นธรรมชาติ (Unnatural object color mode) สีในกลุ่มนี้จะมีลักษณะอยู่กึ่งกลางระหว่างสภาวะสีวัตถุและสภาวะสีแหล่งกำเนิดแสง เราจะรู้สึกว่าสีกลุ่มนี้คล้ายสีเรืองแสง ตัวอย่างเช่น แถบสีสะท้อนแสงของเสื้อตำรวจจลาจร สีของป้ายจลาจรต่างๆ หรือวัตถุโปร่งแสง เป็นต้น

ซึ่งการรับรู้สีทั้ง 3 กลุ่มนี้ เป็นการจัดกลุ่มสีทางการรับรู้มิใช่ทางฟิสิกส์ ตัวอย่างที่ใช้อธิบายเรื่องนี้เช่น สัญญาณไฟจลาจร เมื่อมองดูในตอนกลางวันเราจะรู้สึกว่าสีของสัญญาณไฟจลาจรเหมือนสีของกระดาษสี (สภาวะสีวัตถุ) และเมื่อความสว่างของพระอาทิตย์ลดลง เช่นแสงอาทิตย์ช่วงเย็น สัญญาณไฟจลาจรอันเดิมจะปรากฏเป็นสภาวะสีไม่เป็นธรรมชาติ และในที่สุดเมื่อแสงอาทิตย์หมดลงสัญญาณไฟจลาจรก็จะปรากฎเป็นสีแหล่งกำเนิดแสง
ในการทดลองนี้กลุ่มตัวอย่างจะต้องบอกคะแนนความชอบสีของแต่ละสีในแต่ละสภาพแสงที่แตกต่างกัน และแยกองค์ประกอบสีตามระบบการให้สีของ NCS (Neutral Color System)
จากผลการทดลอง ทำให้เราสามารถคำนวณความชอบสีได้จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ดังต่อไปนี้

โดยที่ POB, PUN และ PLS คือ ความชอบสีสำหรับกลุ่มสีวัตถุ กลุ่มสีไม่เป็นธรรมชาติ และกลุ่มสีแหล่งกำเนิดแสง BP คือ ปริมาณสีดำที่รับรู้ WP คือ ปริมาณสีขาวที่รับรู้ CP คือ ปริมาณความอิ่มตัวสีที่รับรู้ และ EH คือ ปริมาณผลกระทบจากสีสัน ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสมการต่อไปนี้

โดยที่เราสามารถคำนวณตัวแปร h ได้จากสมการต่อไปนี้

    ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ข้างต้น ทำให้นักออกแบบสามารถคำนวณความชอบสีได้โดยตรง โดยไม่ต้องทำแบบสำรวจทางการตลาด ทั้งนี้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ทั้ง 3 สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงาน ออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดแสงตู้แสดงสินค้า และการจัดแสงสถาปัตยกรรมตามลำดับ หากนักออกแบบต้องการกำหนดสีให้กับผลิตภัณฑ์หรือต้องการจัดแสงแล้ว ก็เพียงแต่คำนวณความชอบสีของสีแต่ละสี และทำการเลือกสีตามค่าที่ประเมินได้เท่านั้น

จะเห็นได้ว่าการค้นคว้าเรื่องสีและการมองเห็นนั้น มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ซึ่งนอกจากจะนำประยุกต์ใช้กับงานด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถนำมาประยุกต์กับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสื่อสารมวลชนได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การควบคุมการผลิตสื่อ การควบคุมสีสำหรับงานพิมพ์ การตรวจปรู๊ฟหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดสีของวัตถุบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในธุรกิจ E-Commerce การสร้างสรรค์สื่อที่มีประสิทธิภาพหรือประดิษฐ์เครื่องมือช่วยการมองเห็น สำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็นสี (ตาบอดสี) และ ผู้ที่มีทางการมองเห็นเสื่อมลง เช่น ผู้ป่วยตาต้อกระจก และผู้สูงอายุ เป็นต้น หรือแม้แต่การนำหลักการของสีและการมองเห็นมาใช้ในงานโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการถ่ายภาพ รวมไปถึงการนำแสงสีมาใช้จัดตู้โชว์สินค้า และการจัดแสดงงานต่างๆ การสร้างเทคนิคการผลิตภาพต่างๆ เช่น ภาพลายละเอียดสูง เทคโนโลยีเสมือนจริง เทคโนโลยีสื่อ 3 มิติ อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ การแก้ไขอาการไม่สบายที่เกิดจากการมองภาพ 3 มิติ เป็นต้น

หนังสืออ้างอิง
พรทวี พึ่งรัศมี และมิตซูโอะ อิเคดะ. สีและการเห็นสี. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2551. 222 หน้า
Benson J. L. Greek color theory and the four elements. USA: University of Massachusetts-Amherst; 2000. p 15-48.
Nassau K. Color for science, art and technology. Netherlands: Elsevier Science B. V.; 1998.
Tangkijviwat U, Rattanakasamsuk K, Shinoda H. Color preference affected by mode of color appearance. Color Research and Application, 2010; 35: 50-61.
Tangkijviwat U, Shinoda H and Rattanakasamsuk K. Modeling color preference for different color appearance modes based on perceived color attributes. Optical Review, 2010; 17: 425-434.
White, Jan V., Color for impact, Strathmoor Press, 1979.

หน่วยงานป้องกันปราบปรามการโจรกรรมทรัพย์สิน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง    ศูนย์กลางการเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลาง    
ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ    ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์    กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ    Samyod Radio